APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง หย่ากันแล้วไยต้องรักท่าน

หย่ากันแล้วไยต้องรักท่าน

เมื่อความภักดีที่ไป๋ชิงมีให้ลู่เฉินถูกตอบแทนด้วยความเฉยเมยและการรับอนุเข้าบ้านไม่ซ้ำหน้า นางจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ด้วยการหย่าขาด แม้ลู่เฉินจะยินยอมปล่อยไปอย่างง่ายดายในตอนแรก แต่ไม่นานเขากลับตามตื๊อขอคืนดีอย่างน่าประหลาดใจ ทว่าหัวใจที่บอบช้ำของไป๋ชิงไม่มีวันหวนกลับ นางตั้งมั่นจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อไขว่คว้าหาคู่ชีวิตคนใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมพิสูจน์ให้คนทั้งใต้หล้าได้เห็นว่าหญิงหม้ายเช่นนางก็สามารถเริ่มต้นชีวิตรักครั้งใหม่ที่รุ่งโรจน์ได้โดยไม่ต้องง้ออดีตสามี
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

นางถูกกักบริเวณอยู่ในห้องถึงสามวัน คงเพราะนางส่งอนุเฟินเยว่และอนุหนิงเหอไปช่วยให้ลู่ฮูหยินสบายใจขึ้น อีกฝ่ายเลยรีบปล่อยนางออกมาเพื่อมาจัดการเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น

‘เร็วกว่าที่คิด’ แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตรวจบัญชีย้อนหลังของนางผิดพลาดแต่ประการใด วันนี้นางลุกขึ้นแต่งตัวเอง เลือกอาภรณ์สีชมพูอ่อนต่างจากทุกคราวที่ทำตัวเหมือนคนใกล้ตายยามที่เขาพาอนุเข้ามา

วันนี้นางเลือกแต่งตัวสวยงาม สีชาดปากก็เลือกสีแดงอ่อนๆ ขับกับเสื้อที่สวมใส่ หยิบผ้าสีขาวบางขึ้นมาปกปิดใบหน้าตั้งแต่จมูกถึงปาก จากนั้นก็เดินออกจากห้องนอนของตัวเอง เมื่อออกจากห้องก็เจอกับแม่นมหลิวที่มาดูนางเพื่อไปรายงานให้ฮูหยินใหญ่รับทราบ

พอเห็นสีหน้านางแจ่มใสไม่ได้อมทุกข์ก็เลยมีสีหน้าประหลาดใจอยู่หลายส่วน แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมาก เพียงแค่คิดจะกล่าวลา หากไป๋ชิงกลับเรียกเอาไว้

“แม่นมหลิว ช่วยกลับไปรายงานท่านแม่ด้วยว่า ข้าอยากเลือก สาวใช้คนใหม่”

คำว่าสาวใช้คนใหม่ทำให้แม่นมหลิวค่อนข้างแปลกใจ

“ท่านคงทราบว่าข้าเป็นถึงฮูหยินน้อยเป็นสะใภ้ของสกุลลู่ หากไปไหนมาไหน แต่มิมีบ่าวติดตัวคงเป็นขี้ปากชาวบ้านแน่”

ในใจแม่นมหลิวคิดว่าคราวนี้ไป๋ชิงมาไม้ไหนกันแน่ แต่เมื่อสังเกตในแววตานั้นแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรแอบแฝง

“เรื่องเลือกสาวใช้นั้น ลู่ฮูหยินก็คิดไว้แล้ว จึงเลือกสาวใช้จำนวนหนึ่งมาให้ท่าน วันมะรืนข้าจะพามาให้ท่านเลือกด้วยตัวเอง”

“ลำบากแม่นมหลิวแล้ว แต่คราวนี้ข้าอยากไปเลือกด้วยตัวเอง ที่ร้านค้าทาสนอกเมือง”

คำว่าเลือกเองทำให้แม่นมหลิวค่อนข้างแปลกใจ “ถ้าเช่นนั้นแล้ว ฮูหยินน้อยคงต้องไปรายงานเรื่องนี้กับลู่ฮูหยินเองเจ้าค่ะ บ่าวคงมิกล้ารายงานเอง”

แน่นอน นางต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะนางจะถือโอกาสนี้ออกนอกเรือนไปยังร้านค้าสกุลลู่ด้วย “ถ้าเช่นนั้นรบกวนแม่นมหลิวนำทาง”

ไป๋ชิงทอดมองแผ่นหลังคู้ต่ำไปตามอายุตรงหน้า หากเทียบอำนาจในเรือนแล้ว นอกจากลู่ฮูหยินจะเป็นใหญ่ ก็คงมีแม่นมหลิวนี่แหละที่มีอำนาจสั่งการในเรือน เรื่องทุกอย่างไม่ว่าเล็กใหญ่ก็ล้วนต้องผ่านตานาง ฉะนั้นไม่แปลกใจอันใดเลยเมื่อเรื่องที่ไป๋ชิงเข้าไปขัดขวางความสุขของ สาวใช้ตนกับลู่เฉินจะรู้ถึงลู่ฮูหยิน

นางเดินตามจนถึงเรือนทิศบูรพา เดินผ่านสะพานโค้งเพื่อไปยังเรือนที่ใหญ่ที่สุดในเรือน ตอนที่นางไปถึงนั้นลู่ฮูหยินกำลังนั่งรับลมที่ศาลาริมน้ำ ในมือมีอาหารปลาอยู่

“ลูกคารวะท่านแม่” ลู่ฮูหยินไม่ตอบรับ และไม่แม้แต่จะหันมอง คงเคืองเรื่องที่นางแนะนำอนุทั้งสองมาปรึกษาเมื่อสองวันก่อน

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดนางก็ไม่มีสิทธิพูดก่อน นางต้องยืนรออีกฝ่ายถามไถ่อยู่ถึงหนึ่งก้านธูป เป็นการรอเพื่อทดสอบความอดทนของนาง หากนางทนไม่ได้แล้วกล่าววาจาออกไป ลู่ฮูหยินอาจจะสั่งให้นางกลับไปสำนึกตนอีกหลายวันแน่ และเพราะรู้ผลของมัน นางจึงทำได้เพียงแค่ปิดปากนิ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าเหมือนสำนึกผิด

ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าวันนี้จะมีแขกมาเยือนเรือน เสียงอาหาร ตกลงบนน้ำเพื่อเป็นอาหารให้ปลาแม้จะเบา แต่ก็ได้ยินกันทั่ว เพราะตอนนี้ในเรือนเงียบราวกับไม่มีคนอยู่

ดังนั้นเมื่อมีเสียงฝีเท้าวิ่งมารบกวนความเงียบสงบนี้ ลู่ฮูหยินก็หันไปมองแล้วต่อว่า “ใครมารบกวนเวลาของข้า” คิ้วย่นสีดำแซมขาวนั้นขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ จนเมื่อหันมามองนางก็ยิ่งขัดใจไปอีก จากนั้นก็มีคนที่รบกวนเดินเข้ามาแล้วคุกเข่ารายงาน

“เกิดเรื่องใหญ่ที่ร้านค้าสกุลลู่แล้วขอรับ”

ลู่ฮูหยินหันไปทำสีหน้าเอือมระอากว่าเดิม “มีเรื่องอันใดกัน ถึงกับมารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า หากเจ้าพูดแล้วข้าเห็นว่าไม่สำคัญข้าจะให้เด็กๆ เฆี่ยนหลังเจ้าแทน”

ไป๋ชิงมองจากการแต่งตัวของคนรายงานก็พบว่าเป็นคนของร้านค้าสกุลลู่ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชื่อ ‘เจินสือ’ สีหน้าอีกฝ่ายดูร้อนใจเหมือนมีเรื่องด่วนรายงาน แม้ได้รับอนุญาตแล้ว แต่พอได้ยินคำขู่อีกฝ่ายก็พูด ไม่ออก

“คือ คือ ตอนนี้เกิดปัญหาเรื่องข้าวสารที่นำมาเมืองเว่ยเกิดเปียกชื้นระหว่างเดินทาง เลยทำให้สินค้าเสียหายเกือบทั้งหมด ตอนนี้ร้านค้าปลีกต่างๆ ตลอดจนลูกค้าที่สั่งไว้ล่วงหน้ากำลังมาทวงถามข้าวสารที่เกิดปัญหา ต่างบอกว่าหากไม่มีของ ก็จงคืนเงินที่จ่ายไปด้วย”

คำว่าคืนเงินนั้นทำให้ลู่ฮูหยินเบิกตากว้างตกใจกว่าเดิม คราวนี้คงเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ วันก่อนห่าวอู๋บอกว่าบัญชีเดือนนี้ขาดทุนหนัก แล้วนางจะหามาเพิ่มได้เช่นไร

เรื่องบัญชีเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากจริงๆ “เรื่องนี้ก็ให้ลูกชายข้าจัดการไปสิ มารายงานข้าทำไม”

สีหน้าคนรายงานดูเครียดกว่าเดิมเมื่อกล่าวถึงลู่เฉินบุตรชายคนดีของลู่ฮูหยิน “เอ่อ คุณชาย คุณชายตอนนี้อยู่ที่หอเหมยฮวาขอรับ บ่าวส่งคนไปเรียกให้คุณชายมาดูแล้ว แต่คุณชายบอกว่าให้มารายงานลู่ฮูหยินแทน”

ไป๋ชิงที่นิ่งเงียบก็ยังมิเอ่ยสิ่งใดออกมา ในเวลานั้นไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เป็นแบบนี้ทุกรอบยามที่เขารับอนุคนใหม่ เมื่ออนุคนอื่นอาละวาด เขาก็จะออกจากเรือนไปขลุกอยู่ที่หอเหมยฮวาหลายวัน จนกระทั่งเรือนสงบพวกอนุเลิกตีกันเขาจึงจะกลับมา แล้วทำเหมือนว่าตัวเองไม่ได้ก่อปัญหาอันใดทั้งสิ้น

สีหน้าลู่ฮูหยินดูจะปวดหัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แถมบุตรชายก็ไม่เอาไหน ใช้อะไรก็ไม่เคยได้ นางทำสีหน้าเหมือนรำคาญใจก่อนจะหันมองคนที่ก้มหน้าอยู่ “เจ้ามิคิดรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำสักนิดเลยหรืออย่างไร ถ้ายังอยากให้จวนนี้สงบ ก็ไปตามเขาไปทำงานเดี๋ยวนี้”

ไป๋ชิงที่ก้มหน้ามาตลอดเงยหน้าขึ้น ทำสีหน้าเหมือนไม่อยากไป “แต่ข้ามาเพื่อขอท่านแม่เลือกสาวใช้คนใหม่”

น้ำเสียงลู่ฮูหยินขัดขึ้นเพื่อตัดรำคาญ “สาวใช้จะสำคัญกว่าสามีได้ยังไง ไปตามเขามาจัดการร้านค้าสกุลลู่”

“หากเขาไม่ยอมล่ะเจ้าคะ”

“เจ้าก็เข้าไปดูหน่อยว่ามีอะไรติดขัดหรือไม่” ลู่ฮูหยินยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองอีกรอบ มองไป๋ชิงที่เหมือนไม่ยอมทำตามก็เลยพูดเพื่อให้เรื่องผ่านๆ “ส่วนสาวใช้ เจ้าอยากได้แบบไหนก็ไปเลือกเอา”

ลู่ฮูหยินหยิบถุงเงินส่งให้ ไป๋ชิงรีบเข้าไปขอบคุณ ก่อนจะขอตัวตามเจินสือออกจากจวน เมื่อก้าวเท้าออกจากประตูก็พบกับรถม้าของร้านสกุลลู่ที่จอดรออยู่

เจินสือรีบหยิบบันไดมารองให้นางเพื่อขึ้นไปนั่งด้านบน นี่เป็น ครั้งแรกที่นางได้ออกจากจวนเพียงลำพัง

“ก่อนถึงหอเหมยฮวาระหว่างทางต้องผ่านสำนักคุ้มภัยสกุลจาง ท่านช่วยแวะสักประเดี๋ยวได้หรือไม่”

เจินสือมีท่าทีแปลกใจ ไป๋ชิงก็รีบบอก “พอดีลู่ฮูหยินมีจดหมายฝากไปถึงสำนักคุ้มภัยถึงการออกเดินทางครั้งหน้า”

แน่นอนนางไม่ได้ไปส่งจดหมายแต่อย่างใด แต่ต้องการตรวจสอบว่าเงินเก็บส่วนหนึ่งนั้นยังคงอยู่ที่สำนักคุ้มภัยหรือไม่ เจินสือถึงเป็นคนงานในร้าน แต่ก็ไม่รู้เรื่องอันใดมาก นายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น จึงพยักหน้าแล้วขึ้นไปนั่งด้านนอก สั่งให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังถนนหลักของเมือง ผ่านศาลเจ้าไปไม่นานก็ถึงสำนักคุ้มภัยสกุลจาง

รถม้าจอดเทียบหน้าสำนักคุ้มภัย เจินสือรีบดึงเชือกผูกเอาไว้กับไม้ที่ไว้ผูกม้า กำลังจะเดินตามไป๋ชิงเข้าไปด้านใน หญิงสาวก็รีบบอก

“ข้าไปส่งจดหมายไม่นาน เจ้ามิต้องตามไปหรอก” พูดจบก็รีบก้าวเท้าเข้าไปด้านในโดยไม่รอให้อีกฝ่ายรับคำ

สำนักคุ้มภัยนั้นเป็นจวนขนาดใหญ่ ด้านในแยกออกเป็นเรือน แปดหลัง ตรงลานกลางเรือนนั้นมีอาวุธจำนวนมาก พร้อมกับคนจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกอาวุธอยู่

“คุณหนูเหว่ย”

เสียงเรียกนั้นทำให้นางตกใจก่อนจะหันมองไปทางปีกซ้าย ก็พบบุรุษชุดขาวเพียงหนึ่งเดียว หญิงสาวเห็นชายผู้นั้นก็เรียกชื่อกลับ “พี่หยวน”

จื่อหยวนที่อยู่ศาลาริมน้ำรีบลุกขึ้น จากนั้นก็ก้าวเท้ามาหานาง

“เจ้ามาได้เช่นไร”

“ข้าควรถามพี่มากกว่าว่ามาอยู่ที่สำนักคุ้มภัยได้เช่นไร”

จื่อหยวนมองคนที่ไม่ยอมตอบคำถาม เห็นว่าคงคุยกันยาวหากยังเล่นลิ้นต่อไป “พี่มาทำบัญชีให้กับสำนักคุ้มภัย ตอนนี้เจ้าบอกได้หรือยังว่ามาทำไม”

ไป๋ชิงมองคนตรงหน้า จื่อหยวนนั้นเป็นลูกศิษย์รุ่นเดียวกับลู่เฉิน แต่ลู่เฉินเรียนได้ระดับสามก็ออกมารับช่วงกิจการต่อ เหลือแค่พี่จื่อหยวน ที่ยังจะศึกษากับท่านพ่ออยู่

ด้วยฐานะบ้านที่ยากจน และมีเพียงมารดาเป็นผู้หาเงินคนเดียว พี่จื่อหยวนจึงต้องทำงานเพิ่มเพื่อนำเงินนั้นไปจ่ายค่าเรียนที่แม้ว่าท่านพ่อจะไม่รับแล้วก็ตาม แต่อีกฝ่ายก็หาวิธีใช้จนได้

“ลำบากพี่แล้ว”

“มิลำบากเลยถือว่าได้สะสมประสบการณ์ด้วย อีกอย่างหนึ่ง อีกสามเดือนพี่ก็ต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว”

สีหน้าไป๋ชิงมีท่าทีแปลกใจ ก่อนจะนึกได้ว่าปีนี้จะมีการคัดเลือกจอหงวนคนใหม่ “พี่จะต้องทำได้”

“ไม่แน่หรอกคุณหนูเหว่ย ปีนี้พี่ไม่กล้าหวัง กลัวจะผิดหวังเหมือน สี่ปีที่ผ่านมา”

จริงสิ พี่จื่อหยวนเคยไปสอบรอบหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนั้นแม้จะสอบผ่านตัวอำเภอ แต่ก็ไม่ผ่านเข้ารอบร้อยคนสุดท้ายที่จะไปสอบที่เมืองหลวง

“ปีนี้พี่ต้องทำได้”

สีหน้าแววตานางให้กำลังใจอีกฝ่าย หากจื่อหยวนกลับจับแววตาเศร้านั้นได้

“มีเรื่องอันใดอีกหรือไม่ แล้วเหตุใดต้องปิดหน้า”

ไป๋ชิงขยับถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “เมื่อหลายวันก่อนข้าเผลอไปทาแป้งผิดก็เลยขึ้นผื่นเล็กน้อย มิมีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ตอนนี้เจ้าสำนัก อยู่ไหม”

จื่อหยวนไม่ได้ตอบ แต่อาศัยตอนที่นางเผลอขยับเข้าใกล้แล้วดึงผ้านั้นออก ตอนนั้นเองที่นางตกตะลึงรีบยกแขนขึ้นปิดหน้าตัวเอง แต่คนอยากรู้ก็จับแขนนางดึงลง เผยเห็นใบหน้าที่เริ่มเขียวช้ำ มุมปากมีรอยแตก

“ลู่เฉินทำเจ้าอีกแล้ว” สีหน้าแววตาเขานั้นเหมือนเจ็บแค้นใจ ไป๋ชิงรีบดึงผ้าที่จื่อหยวนดึงมาปิดไว้ดังเดิม

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”

“ถึงกับปากแตกยังบอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีก” จื่อหยวนพูดเสียง ไม่เบาคงเพราะกำลังโกรธ ไป๋ชิงหันมองโดยรอบ เริ่มมีคนหันมาทางนี้

“ข้าอยู่นานไม่ได้ ตกลงเจ้าสำนักอยู่ไหมเจ้าคะ หากมิอยู่ข้าจะมาวันหลัง”

ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดไป๋ชิงก็ไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้ออกมา เขาที่วันนี้เหลือจะทนเลยถามเรื่องที่ไม่ควรถาม

“เจ้ารักเขาขนาดนั้นเชียว ถึงได้ยอมให้เขาทำเจ้าถึงขนาดนี้”

เป็นคำถามที่แทงใจดำนางเหลือเกิน ทุกวันนี้นางยอมอยู่เพื่ออะไรหากไม่เพื่อคำว่าสกุลเหว่ย บิดานางเป็นถึงอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์มากหน้าหลายตา เป็นที่นับถือของคนทั้งเมือง แต่ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับต้องหย่าร้าง มิเท่ากับเป็นการทำให้บิดาเสียเกียรติ ผู้คนไร้ความนับถือ หากนางจะออกมาก็ต้องออกมาอย่างมีเกียรติ ไม่ใช่ถูกผู้คนนินทา

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับพี่ หากพี่มิบอก ข้าจะไปถามด้านในแทน” ไป๋ชิงคิดจะเดินเข้าไปด้านใน จื่อหยวนก็เข้าเรื่องที่นางอยากรู้

“เขาไปส่งของที่เมืองหลาน อีกหลายวันกว่าจะกลับ เจ้าอยากรู้เรื่องอันใดพอจะบอกข้าได้หรือไม่”

ไป๋ชิงหันมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะทบทวนว่าเขาก็ทำบัญชีให้สำนักคุ้มภัยอยู่ จึงยอมหันหลังกลับมา จากนั้นก็เอ่ยธุระสำคัญ

“ข้าอยากสอบถามว่าเงินทุนสำรองของสกุลลู่ตอนนี้เหลือเท่าไร”

จื่อหยวนมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะพานางไปยังด้านในห้องรับแขก เขาหายไปในห้องด้านหลังไม่นานก็มาพร้อมกับสมุดบัญชี เล่มใหญ่ ไป๋ชิงมองเขาเปิดไปหน้าสุดท้าย ตัวเลขที่อยู่ในนั้นทำเอาคิ้วนางขมวดเข้าหากันแล้วพูดออกมา

“ไม่มี” เงินหนึ่งแสนตำลึงทำไมถึงไม่เหลือเลยสักตำลึง นางเงยหน้ามองจื่อหยวนอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น”

“เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ผู้ตรวจบัญชีสกุลลู่นำจดหมายจากลู่ฮูหยิน มาเบิกเงินทั้งหมด ในจดหมายนั้นบอกว่าไม่ไว้ใจสำนักคุ้มภัยที่จะดูแลเงินส่วนนี้ จึงจะนำไปฝากที่สำนักคุ้มภัยที่อื่นแทน”

“ที่อื่นคือที่ไหน หากไม่ใช่สำนักคุ้มภัยสกุลจางแล้วจะเป็นที่ใด” ด้วยเพราะชื่อเสียงการเก็บเงินและการคุ้มภัยสินค้า สกุลจางถือว่าเป็น ที่หนึ่ง อีกทั้งนายท่านลู่ตอนที่มีชีวิตก็ไม่เคยไว้ใจผู้ใดนอกจากที่นี่

“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่” ไป๋ชิงพยายามคิดวิเคราะห์ มองจดหมายจากลู่ฮูหยินก็พบว่าเป็นลายมือเดียวกันไม่มีผิด จะบอกว่าห่าวอู๋ปลอมแปลงจดหมายขึ้นมาก็คงไม่ใช่ ในเมื่อไม่มีหลักฐานนางก็ทำเพียงแค่พับจดหมายนั้นเก็บใส่แขนเสื้อ

“ข้าอยู่นานเกินไปแล้ว คงต้องไปก่อน” ไป๋ชิงคำนับลาจื่อหยวน รีบหันหลังเดินได้เพียงสองก้าว คนด้านหลังก็รีบเอ่ย

“หากมีสิ่งใดที่เจ้าจะให้พี่ช่วย ก็จุดโคมไฟขึ้น แล้วพี่จะรีบหาทางช่วยเจ้าเข้าใจหรือไม่”

ไป๋ชิงไม่ได้หันหลังกลับไป เพราะในฐานะตอนนี้นางไม่ควรสนทนากับเขานานเกินไป จึงก้าวเท้าเดินออกจากสำนักคุ้มภัย เมื่อขึ้นรถม้าก็บอกคนข้างหน้า

“ไปหอเหมยฮวา”

ถึงเวลาไปตามสามีที่ไม่เอาไหนแล้ว!!

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง สามีพันธกาลรัก
9.3
มิราวดีหญิงสาวผู้ถูกคู่หมั้นหักหลังจนชีวิตพังทลาย กลับได้รับความช่วยเหลือจากชายลึกลับที่มักปรากฏตัวในยามคับขันเสมอ เธอตัดสินใจแต่งงานกับเขาเพื่อรักษาตัวรอด โดยหารู้ไม่ว่าสามีคนนี้มีอายุยืนยาวมาหลายชั่วอายุคน ทว่าท่ามกลางความรักที่ก่อตัวขึ้น อดีตชาติอันขมขื่นกลับตามมาหลอกหลอน เมื่อวิญญาณปริศนาปรากฏตัวพร้อมทวงคืนร่างเพื่อชดใช้บาปกรรมเก่าที่เธอเคยทำไว้ในอดีต กลายเป็นบททดสอบความรักข้ามกาลเวลาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและพันธนาการที่ยากจะตัดขาด
ภาพปกนิยายเรื่อง คำสาปรักท่านชายแวมไพร์
9.7
ชีวิตของ ลินิน ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเพียงเพราะการเก็บดอกกุหลาบที่ตกอยู่ขึ้นมา โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของพันธนาการรักจาก เจย์เดน แวมไพร์หนุ่มผู้ลึกลับที่ใช้ชีวิตผ่านกาลเวลามานานหลายร้อยปี เขาตามทวงคืนของสำคัญพร้อมประกาศสิทธิ์เหนือตัวเธอในฐานะว่าที่ชายาอย่างเผด็จการ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมนตราและคำสาปรักที่ยากจะถอนตัว เธอต้องเผชิญกับความลุ่มหลงและความหวงแหนที่แสนอันตรายจากปีศาจผู้ไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดมือไปจนกว่าจะได้ครอบครองทั้งตัวและหัวใจ
ภาพปกนิยายเรื่อง พลาดรัก แวมไพร์เย็นชา
8.6
อาเรียน่า ฟลอเรนซ์ ต้องเผชิญมรสุมชีวิตในโรงเรียนแฟนตาซีที่มนุษย์และแวมไพร์ใช้ชีวิตร่วมกัน เมื่อตระกูลผู้ดีเก่าของเธอกำลังเผชิญภาวะล้มละลาย ท่ามกลางวิกฤตนี้ แวมไพร์หนุ่มสุดฮอตผู้แสนเย็นชากลับก้าวเข้ามาในชีวิตเธออย่างไม่คาดคิด ความนิ่งขรึมที่น่าค้นหาของเขาเริ่มสั่นคลอนหัวใจเธอมากขึ้นทุกที เตรียมพบกับเรื่องราวความรักที่มั่นคงไร้การนอกใจในรั้วโรงเรียนสุดลึกลับ เมื่อแวมไพร์หนุ่มผู้เคร่งขรึมเริ่มแสดงด้านที่ดุดันและเร่าร้อนจนยากจะต้านทานไหว
ภาพปกนิยายเรื่อง ข้ามกาลบันดาลใจ
8.1
จันทร์วาดหลุดเข้าไปในโลกนิทานและได้พบรักแท้กับคุณหลวงอัครเดชผู้มั่นคง ในยามที่อำนาจลึกลับพยายามพรากทั้งคู่จากกันด้วยความเจ็บปวดเจียนตายประหนึ่งร่างจะฉีกขาด คุณหลวงกลับเลือกที่จะอดทนต่อความทรมานแสนสาหัสและไม่ยอมปล่อยมือจากหญิงคนรัก แม้ความตายจะมาเยือนเขาก็ปรารถนาจะสิ้นใจในอ้อมกอดของจันทร์วาดเพียงผู้เดียวเท่านั้น ด้วยสายใยความผูกพันที่หยั่งรากลึกเกินกว่าที่แรงอาถรรพ์ใดจะทำลายความรักอันมั่นคงของพวกเขาลงได้
ภาพปกนิยายเรื่อง ถูกเมทปฏิเสธ  ถูกอัลฟ่าศัตรูครอบครอง
9.7
หลังทุ่มเทสิบปีให้สิงหา อัลฟ่าแห่งจันทราเงิน ฉันกลับถูกหักหลังในวันสถาปนาลูน่า เขาประจานว่าฉันไร้ค่าและชูชู้รักที่ตั้งครรภ์ขึ้นแทนที่ ฉันถูกใส่ร้ายว่าทำร้ายเธอจนต้องโทษโบยด้วยแส้เงินและถูกโยนทิ้งให้ตายในป่า ทว่าท่ามกลางความตาย ฉันกลับตื่นขึ้นมาในเงื้อมมือของคิรากร อัลฟ่าศัตรูผู้ทรงอำนาจ เขามองบาดแผลฉกรรจ์ของฉันด้วยสายตาเย็นชาพลางทวนคำดูถูกที่กัดกินใจฉันมาตลอดว่าหมาป่าไร้ค่า พลิกผันโชคชะตาจากจุดต่ำสุดสู่พันธนาการครั้งใหม่ที่ไม่อาจคาดเดาได้
ภาพปกนิยายเรื่อง การทรยศของแกมมา, คู่แท้อาฆาตของอัลฟ่า
9.4
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันอุทิศตนเพื่อผลักดันลูเซียนจากหมาป่าชั้นต่ำขึ้นสู่ตำแหน่งแกมม่าผู้ทรงอำนาจ แต่เมื่อฉันถูกศัตรูทำร้ายและร้องขอความช่วยเหลือ เขากลับเลือกเมินเฉยเพื่อไปเริงร่ากับน้องสาวต่างแม่ของฉัน ความโหดร้ายยังไม่จบลงเพียงนั้น เขาสั่งขังและทรมานฉันในคุกใต้ดินอย่างทารุณเพียงเพราะฉันต้องการตัดขาดความสัมพันธ์ ในวันที่ความจริงปรากฏว่าเขาต้องการเพียงแค่อำนาจ ฉันจึงกลับมาพร้อมอัลฟ่าคนใหม่ที่เป็นคู่แท้โอกาสที่สอง เพื่อเปลี่ยนงานวิวาห์ในฝันของเขาให้กลายเป็นเวทีแห่งการแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุด