APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง Omega's instinct สัญชาตญาณดิบ [Omegaverse]

Omega's instinct สัญชาตญาณดิบ [Omegaverse]

ในโลกที่ชนชั้นถูกตัดสินด้วยเพศสภาพ เจเรมี เมอร์ซี ทายาทตระกูลผู้นำกลับพบว่าตนเองคือโอเมก้าไม่ใช่蜕อัลฟ่าอย่างที่เข้าใจ เขาถูกลดตัวลงสู่ชนชั้นต่ำและถูกบังคับให้เข้าร่วมเกมล่าชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนสำคัญที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ณ ที่นั่นเขาได้พบกับ คริส ฟ็อกซ์ อัลฟ่านักโทษกบฏที่ต้องการครอบครองเขาเพื่อแลกกับอิสรภาพ ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดุเดือด เจเรมีต้องตัดสินใจว่าจะสังหารทุกคนเพื่อชัยชนะ หรือจะยอมสยบแทบเท้าอัลฟ่าเพื่อรักษาชีวิตคนที่เขารักในเกมเดิมพันที่ไร้ทางออกนี้
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

เอาอีกแล้ว...

ศาสตราจารย์รำพึงในใจขึ้นมาทันที สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องที่เจเรมีมักพูดบ่อยๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มคนนั้นถามอะไรทำนองนี้ และไม่ใช่กับเขาคนเดียวด้วย เจเรมีมักจะมีแนวความคิดต่อต้านสังคมแบบนี้เสมอ ตั้งแต่เข้ามาศึกษาในสถาบันแห่งนี้ก็ไม่เคยมีผู้สอนคนไหนรอดพ้นไปจากคำถามท้าทายเชิงต่อต้านสังคมเลยสักคน แรกๆ ก็ตกใจ ผ่านไปสักพักก็รู้สึกว่าท้าทาย หากหลังๆ ชักกลายเป็นความน่ารำคาญ เขาเองก็ไม่อยากจะตอบสักเท่าไหร่นักด้วยรู้ว่าถ้าตอบไปแล้ว คำถามอื่นๆ ต้องตามมาแน่จึงได้แต่เบนความสนใจไปเป็นการตักเตือน

“ความคิดต่อต้านสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานของสังคมนี่ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะคุณเมอร์ซี”

“จะบอกว่าผมไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามต่ออะไรก็แล้วแต่ที่สังคมบอกว่าดีงั้นสิ” เจเรมีเลิกคิ้วสูง สีหน้ากวนประสาทปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจน “น่าเสียดาย นึกว่าคุณจะมีความสามารถพอที่จะตอบคำถามผมซะอีก”

คนมองต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากทีเดียวที่จะไม่หัวเสียกับคำพูดท้าทายของชายหนุ่มรุ่นลูกก่อนอธิบายออกไป

“ผมก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่สิ่งที่คนรุ่นก่อนคิดและวางแบบแผนให้มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว คุณไม่ต้องนึกสงสัยหรอก ถ้ามันไม่ดีจริงคงจะไม่ยึดถือปฏิบัติกันมาหลายทศวรรษ”

การเลี่ยงที่จะตอบคำถามแบบขอไปทีทำให้เจเรมีพูดขึ้นมาลอยๆ

“คิดกันไปเองว่าดีล่ะสิไม่ว่า”

พูดแล้วก็จับจ้องยังใบหน้าของชายวัยกลางคนตรงหน้า คนอาวุโสกว่าไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเขามากนัก ต่อปากต่อคำไปก็รังแต่จะเสียเวลา ซ้ำยังทำให้อารมณ์เสีย ตอนนี้บรรยากาศในคลาสเรียนก็เริ่มกร่อยแล้วด้วย ตัดบทไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเลยจะดีกว่า

“จะคิดยังไงก็เอาเถอะคุณเมอร์ซี แต่ผมขอเตือนไว้อย่างนึง”

เจเรมีเลิกคิ้วสูง

“ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเสนอความเห็นอะไรที่มีแนวโน้มเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกโอเมก้า สำหรับตอนนี้น่ะอาจจะถามได้เพราะคุณกำลังศึกษาในสถาบัน แต่ถ้าคุณออกจากที่นี่ไป และพูดอะไรทำนองนี้ในชีวิตจริง ระวังจะใช้ชีวิตไม่ราบรื่นนะ อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่โอเมก้า ไม่ต้องเรียกร้องสิทธิ์ให้คนพวกนั้น ทำตามที่อัลฟ่าควรจะทำก็พอแล้ว”

ได้ยินแล้วก็ขัดใจ ทำไมล่ะ ในเมื่อเขาไม่เห็นด้วยก็อยากจะแสดงความคิดเห็นบ้างไม่ได้งั้นเหรอ

ขนาดในหมู่อัลฟ่าด้วยกันยังไร้ซึ่งความยุติธรรมในการใช้สิทธิ์เลยให้ตายสิ!

แต่คนอย่างเจเรมีไม่ใช่พวกที่จะหุบปากเงียบแล้วทำตัวสงบเสงี่ยมเชื่อฟังโดยง่าย ถูกตอกกลับมาอย่างนั้น เขาก็สวนคืนทันที

“แล้วถ้าผมเป็นคนพวกนั้น... เวลาเห็นผมแล้วคุณจะเกิดอาการติดสัดด้วยไหมล่ะศาสตราจารย์”

“พูดอะไรของคุณ” คนถูกทักย่นคิ้ว ก่อนหน้าก็รู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูกแล้ว แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายกดลงให้ต่ำมากกว่าเดิมเสียอีก

เจเรมีไม่ตอบในทันที ค่อยๆ ไล่สายตาจากใบหน้าย่นยู่ลงมายังเป้ากางเกงของอีกฝ่ายแล้วพยักปลายคางเล็กน้อย

“ไอ้หนูของคุณน่ะออกอาการแล้ว เก็บอาการหน่อยครับศาสตราจารย์ ไม่จำเป็นต้องติดสัดตามผู้เรียน เอ หรือว่ามันจะเป็นเรื่องปกติของคุณ”

คำพูดอวดดีหลุดออกจากริมฝีปากหนา ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งความรู้สึกผิดที่พูดจาโอหัง ซ้ำยังยกยิ้มขึ้น ดูอย่างไรก็เป็นการยิ้มเย้ย และเหิมเกริมมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่ายั่วโมโหอีกฝ่ายได้จนศาสตราจารย์กำมือแน่น จ้องเขาอย่างเกรี้ยวกราด เห็นอย่างนั้น เจเรมีก็บิดตัวออกจากโต๊ะมาด้านข้าง อ้าขาออกกว้างแล้วชี้นิ้วไปยังส่วนกลางของลำตัว

“ว่าไงล่ะ ถ้าผมเป็นโอเมก้า เห็นผมทำท่าแบบนี้แล้วคุณจะออกอาการติดสัดไหม”

“คุณเมอร์ซี!”

คนมองแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างปกปิดไม่มิดด้วยสุดจะทนกับคนคนนี้แล้ว ขณะที่คนยั่วเย้ารอดูอย่างใจจดใจจ่อว่าศาสตราจารย์ที่เอาแต่อวดภูมิความรู้ใส่เขาจะตอบโต้อย่างไร ทว่ายังไม่ทันจะได้เห็น ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งมองเหตุการณ์โดยตลอดก็รีบเอื้อมมือไปสะกิดเพื่อนให้หยุดการกระทำบ้าๆ

“เจมี หยุดทำแบบนั้นน่า”

เจเรมีหันไปตามต้นเสียง เห็นหน้าเพื่อนสนิทที่ชื่ออัลเบิร์ตดูกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกก็หัวเราะลั่น

“นายเองก็อยากจะติดสัดเหมือนศาสตราจารย์เหรออัล เอาสิ โอเมก้าอย่างฉันจะถ่างขารอ”

“เจมี...”

“เอ้า คงไม่ต้องรอแล้วล่ะมั้ง นายติดสัดไปแล้วนี่”

ยังคงล้อเลียนไม่ยอมหยุด พลางชี้นิ้วไปยังบริเวณกลางลำตัวของเพื่อนที่มีอาการเดียวกันกับคนอื่นๆ ด้วย ก่อนอัลเบิร์ตจะหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขึ้นมา

ไม่สิ ไม่ใช่แค่อัลเบิร์ต ศาสตราจารย์เองก็เช่นกันทว่าเป็นเพราะความโกรธ เขาตบโต๊ะดังปัง เรียกสายตาของเจเรมีให้หันกลับไป

“ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเรียนในคลาสผมก็ขอเชิญออกไปก่อนแล้วกัน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยกลับเข้ามา”

“ช่วยไม่ได้นะ” เจเรมียืดตัวขึ้น บิดขี้เกียจเล็กน้อย ทำท่าทางไม่ยี่หระกับสิ่งที่เกิดขึ้นสักนิด หันไปชักชวนเพื่อนอีก “นายก็ไปกับฉันด้วยสิ”

“เอ่อ...คือ...” อัลเบิร์ตที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกออกอาการเลิ่กลั่ก มองเพื่อนตัวเองกับศาสตราจารย์สลับกันไปมาแล้วก็ต้องชะงัก

“มัวแต่นั่งอยู่นั่น ตามมาเร็วๆ”

พูดจบ เจเรมีก็เดินออกจากห้องบรรยายไปโดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ที่มองมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมน่าระอาแม้แต่น้อย ปล่อยให้อัลเบิร์ตทนรับกับสายตาทิ่มแทงเพราะเป็นเพื่อนสนิทกันอีกพักหนึ่งจนเริ่มไม่ไหว รีบลุกขึ้น หันไปเอ่ยขอโทษคนอาวุโสกว่าเล็กน้อยแล้วก้าวตามออกไป ปล่อยให้ชั้นเรียนได้เข้าสู่ความสงบอีกครั้งเมื่อ ‘จอมวายร้าย’ จากไป

จอมวายร้ายประจำหมู่อัลฟ่าที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง...เจเรมี เมอร์ซี

“ให้ตายเถอะเจมี นายไม่น่าพูดกับศาสตราจารย์แบบนั้นเลยนะ” พ้นจากบริเวณหน้าห้องบรรยายมาได้ อัลเบิร์ตก็หลุดตำหนิเพื่อนสนิทออกมา

เจเรมีไม่มีท่าทีสนใจกับคำร้องท้วงนั้น ก้าวเดินต่อไปให้อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง ก่อนจะเอ่ยอีก

“เมื่อไหร่นายจะหยุดก่อกวนสักที เมื่อวานนายก็เพิ่งจะทำคุณอีตันโมโหไป วันนี้ก็ทำศาสตราจารย์คอร์ทนีย์หัวเสียอีก พักนี้นายจะหาเรื่องมากไปแล้วนะ”

“ตาแก่นั่นชื่อคอร์ทนีย์เหรอ” แทนที่จะฟังเพื่อนดันถามชื่อคนที่ตัวเองเพิ่งยั่วโทสะไปเสียอย่างนั้นทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเขาชื่ออะไร

อัลเบิร์ตถอนหายใจ ยกมือขึ้นคลึงขมับเล็กน้อย พึมพำอย่างเหนื่อยใจ

“ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่นายกลายเป็นพวกขวางโลกแบบสุดโต่งอย่างนี้ นายปั่นประสาทอาจารย์ไปกี่คนแล้ว”

กี่คนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องมานั่งจำหรอก เอาเป็นว่าแทบจะไม่มีใครเหลือรอดจากการถูกเจเรมีปั่นหัวก็แล้วกัน และชายหนุ่มก็ไม่ใส่ใจด้วยเพราะนั่นเป็นนิสัยพื้นฐานของเขา

สงสัยก็ต้องถาม เห็นต่างก็ต้องโต้แย้ง คนพวกนั้นคิดว่าตัวเองมีความรู้สูงส่ง ไม่เปิดใจยอมรับฟังเอง มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องโดนลองภูมิ เพียงแต่การลองภูมิของทายาทตระกูลเมอร์ซีออกจะร้ายกาจและหยาบคายไปหน่อยก็เท่านั้น

“ฉันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

เจเรมีว่าอย่างไม่ยี่หระ ทำเอาอัลเบิร์ตเหนื่อยใจหนักขึ้นไปอีก

“ใช่ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้วด้วย แต่พอเข้าสถาบันพัฒนาฯ เมื่อปีก่อน นายก็ทำตัวขวางโลกมากขึ้น ตอนนี้ขึ้นปีสองแล้ว แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ ดันนิสัยเสียยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อไหร่นายจะเพลาไอ้ความกวนประสาทนั่นลงสักที”

“เมื่อฉันตายล่ะมั้ง” เสียงหัวเราะขบขันหลุดออกจากริมฝีปากหนาของเจเรมี ทำเอาอัลเบิร์ตย่นปากยู่ ก่อนที่จอมวายร้ายจะถลาเข้าไปกอดคอเพื่อน “จริงจังไปได้น่า ฉันเป็นแบบนี้ นายน่าจะชินแล้วนี่อัล”

“ชินมันก็ชินอยู่หรอก แต่มันวางตัวลำบาก”

วางตัวลำบากเพราะการกระทำของเจเรมีนี่แหละ เขาแทบจะกลายเป็นคนไม่มีสังคมเพราะเพื่อนสนิทเป็นคนน่ารังเกียจในสายตาคนอื่นอย่างนี้ เจเรมีเองก็ไม่เถียงหรอกว่าเขาร้ายกาจขนาดไหน หากนับตั้งแต่ตอนจบการศึกษาระดับตอนปลายจนมาเข้าสถาบันพัฒนาบุคลากรที่เป็นสถาบันบ่มเพาะเยาวชนอัลฟ่าเพื่อขัดเกลาก่อนจะออกไปเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงชนชั้นสูงของมหานครเพิร์ล ก็ไม่รู้เลยว่าเขาก่อวีรกรรมชวนปวดกะโหลกให้กับเพื่อนและวงศ์ตระกูลมากี่ครั้งแล้ว เริ่มตั้งแต่เถียงไม่เลือกหน้า ก่อความวุ่นวาย จนถึงขั้นทะเลาะวิวาท เจเรมีล้วนทำมาแล้วทั้งสิ้น แต่นั่นเป็นเพราะเขาแค่ไม่ได้คำตอบในสิ่งที่เขาสงสัย ในเมื่อไม่ได้คำตอบก็ต้องถาม ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ที่เขาทำมันไม่ใช่ความก้าวร้าวสักหน่อย เรียกว่ามีความคิดก้าวหน้าต่างหาก

“นายจะไปใส่ใจทำไม ก็แค่เรื่องเล็กน้อย”

“มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะเจมี ต่อให้จบการศึกษาจากที่นี่ไป เราก็ต้องเจอกับคนพวกนี้อยู่ดี แวดวงอัลฟ่ามันจะกว้างสักแค่ไหนกันเชียว จบออกไปแล้วก็ต้องไปทำงานเจอหน้ากันทั้งนั้น นายเป็นแบบนี้ ในอนาคตจะทำงานร่วมกับคนอื่นยากนะ”

อัลเบิร์ตเตือนตามความเป็นจริง กลุ่มอัลฟ่ามีจำนวนค่อนข้างน้อย นับเป็นหนึ่งในสี่ของพวกเบต้าเลยด้วยซ้ำ แต่อย่างไรเสีย กลุ่มโอเมก้าก็ยังมีน้อยกว่าอีกมากโข

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ถูกทิ้งโดยอัลฟ่า หันไปแต่งกับศัตรู
9.3
เมื่อถูกศัตรูจับตัวไป อัลฟ่าผู้เป็นคนรักกลับเลือกทิ้งฉันไว้เบื้องหลังเพื่ออยู่กับคู่แท้ของเขาอย่างไม่ใยดี คำพูดที่ไร้หัวใจส่งผ่านสายโทรศัพท์กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตท่ามกลางความตายที่คืบคลานเข้ามา ฉันจำต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิตจากอัลฟ่าฝ่ายศัตรูพร้อมยอมศิโรราบทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ทว่าในวันที่อดีตคนรักคิดจะกลับมาทวงฉันคืน ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้ฉันได้กลายเป็นสมบัติของศัตรูผู้โหดเหี้ยมที่ไม่มีวันปล่อยให้ฉันกลับไปหาเขาอีกต่อไป
ภาพปกนิยายเรื่อง หลังเธอทำลายคำโกหก ทุกคนก็คุกเข่าขออภัย
9.8
ท่ามกลางอุทกภัยร้ายแรง พี่ชายและสามีกลับเลือกช่วยอลิซทิ้งให้ลิซ่าต้องเผชิญชะตากรรมจนขาหัก อลิซใส่ร้ายว่าลิซ่าพยายามฆ่าเธอในกระแสน้ำ ทำให้ชายทั้งสองโกรธแค้นและตราหน้าว่าลิซ่าใจอำมหิต พวกเขาตัดสินใจสั่งสอนเธออย่างทารุณด้วยการใช้ก้อนหินทุบซ้ำลงบนขาที่บาดเจ็บของเธอเพื่อสร้างความเจ็บจำ ลิซ่ามองเห็นธาตุแท้และความโหดเหี้ยมของคนที่เคยรักผ่านแววตาที่เย็นชา วินาทีที่ความเจ็บปวดถาโถม เธอจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องหนีไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้สำเร็จ
ภาพปกนิยายเรื่อง เชลยทรายทาสชีคเถื่อน
8.5
เมื่อชีคอัฟฟานแห่งซาลได้พบมาราตี ตัวประกันสาวที่ถูกส่งมาสวมรอยเป็นพี่สาวเพื่อตบตาเขา ความงดงามของเธอกลับไม่อาจปิดบังความจริงจากสายตาอันคมกริบของเขาได้ ชีคหนุ่มผู้มีอำนาจล้นมือรู้สึกโกรธแค้นที่ถูกตระกูลของเธอคิดคดทรยศและพยายามปั่นหัวให้เขากลายเป็นคนโง่ มาราตีต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าแผนการสลับตัวถูกเปิดโปงอย่างง่ายดาย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและแรงปรารถนาอันเร่าร้อน เธอต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดและความดุดันของชีคเถื่อนที่พร้อมจะแผดเผาหัวใจของเธอให้มลายสิ้นภายใต้เงื้อมมือของเขา
ภาพปกนิยายเรื่อง เหยื่อแค้นแดนสวาท
8.2
นิโคไลสูญเสียเจ้าสาวไปก่อนวันวิวาห์ด้วยน้ำมือของศัตรู ความโกรธแค้นทำให้เขาตัดสินใจลักพาตัวธารธารี หญิงสาวผู้พิการทางสายตาที่ไม่รู้เรื่องราวใดๆ มาเป็นเหยื่อรับกรรมแทนพี่ชายของเธอ เธอถูกกักขังไว้ในอาณาเขตส่วนตัวของเขาอย่างไร้ทางสู้ ชีวิตของเธอเปรียบเสมือนนกน้อยในกำมือที่เขาจะบีบให้ตายหรือทรมานอย่างไรก็ได้ตามใจปรารถนา โดยที่เขาไม่สนความบริสุทธิ์หรือความน่าสงสารของเธอเลยแม้แต่น้อย การแก้แค้นครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและรุนแรงที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ภาพปกนิยายเรื่อง สตรีแกร่ง หลินซูเหมย
8.2
อมิตา นักมวยสาวฝีมือฉกาจจบชีวิตลงขณะช่วยพลเมืองดีจากโจรปล้นทรัพย์ ทว่าวิญญาณของเธอกลับข้ามภพมาเข้าร่าง หลินซูเหมย คุณหนูห้าผู้ขี้โรคแห่งสกุลหลินในเมืองหนานอัน ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตจากการถูกลอบผลักตกสระน้ำด้วยวัยเพียงสิบห้าปี เมื่อนักสู้สาวต้องมาอยู่ในร่างที่เคยถูกพี่สาวและบ่าวไพร่รุมกลั่นแกล้ง เธอจึงตัดสินใจใช้ทักษะแม่ไม้มวยไทยจากชาติก่อนมาฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง เพื่อลุกขึ้นสู้และปกป้องคนสำคัญในโลกใบใหม่นี้ด้วยความกล้าหาญ
ภาพปกนิยายเรื่อง นางคือสตรีแกร่ง
7.8
หลังข้ามมิติมาเส้าหยวนหยวนต้องสมรสกับเทพสงครามผู้สูญเสียความมั่นคงทางจิตใจจากอาการบาดเจ็บสาหัส แม้เธอจะตั้งใจหลีกหนีแผนการร้ายเพื่อไขว่คว้าอิสรภาพร่วมกับเขา แต่ความสามารถในการรักษาผู้คนและการสร้างธุรกิจที่รุ่งเรืองกลับทำให้เธอกลายเป็นยอดหญิงคู่กายที่เขาขาดไม่ได้ ทว่าเมื่อถึงเวลาต้องแยกทางตามข้อตกลง แม่ทัพหนุ่มกลับผิดสัญญาและไม่ยอมปล่อยมือจากภรรยาผู้แสนล้ำค่าคนนี้ไปง่ายๆ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ยากจะถอนตัว