APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง หญิงอ้วนเริงร่ากับท่านอ๋องเฉยชาน่าดู

หญิงอ้วนเริงร่ากับท่านอ๋องเฉยชาน่าดู

เมื่อสตรีที่มีรูปร่างอวบอัดต้องเผชิญกับความเย็นชาจากท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ ความสงสัยจึงก่อตัวขึ้นในใจว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเธอคือสาเหตุหลักที่ทำให้เขาปฏิเสธการวิวาห์และไม่อยากครองคู่ด้วยใช่หรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมนตราและความรักที่แสนซับซ้อน เธอต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองในสายตาของชายหนุ่มผู้ไร้ความรู้สึกคนนี้ เพื่อหาคำตอบว่าหัวใจของเขาจะเปิดรับเธอที่แตกต่างจากสตรีในอุดมคติได้หรือไม่ในที่สุดหรือเปล่า
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

ภายในงาน ผู้คนล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์ใหม่เอี่ยมงดงามราวกับงานใหญ่ในวังหลวง

บรรดาองค์ชายองค์หญิงส่งของขวัญวันเกิดมาให้ถึงจวนบางคนก็มาร่วมงาน นั่งกินดื่ม ของขวัญวันเกิดจากฮ่องเต้เป็นป้ายหยกเนื้อดีขลิบทองและฝังด้วยพลอยสีแดง วางโชว์อยู่กลางลานกว้างให้ผู้คนได้ชื่นชมโสมนัสไปด้วย

ราชครูฉินยืนรับแขกกับฮูหยินจิงหรานมารดาของจิงเชียว

“โอ้ ดีเลยเชิญนั่งก่อน บุตรีของข้าทั้งสองเตรียมการร่ายรำและบรรเลงเพลงกู่เจิ้งให้ได้ดูได้ฟังกัน พวกท่านกินดื่มเสียให้หนำใจข้าแทบจะอดใจรอชมการร่ายรำของเชียวเอ่อร์ไม่ได้แล้วตอนนี้”

บิดาที่รักลูกที่สุดคงไม่มีใครเกินใต้เท้าฉินเกอผู้นี้

“บุตรี ของท่าน…นะหรือนางยังร่ายรำได้อีกหรือ ….(กำลังจะพูดว่าในเมื่อนางอ้วนขนาดนั้นแต่เหมือนเพิ่งจะคิดได้ว่าไม่ควรพูดคำว่าอ้วนออกไปจึงเปลี่ยนท่าทีเสีย) ฮ่าาาาๆๆๆ คิดไม่ถึงว่านางช่างมุ่งมั่นฝึกฝนการร่ายรำ”

“เชียวเอ่อร์เป็นคนที่มุ่งมั่นมาตั้งแต่เล็กๆ ทำอะไรทำจริงมาตลอด”

คนฟังอยากจะพูดว่ามุ่งมั่นในการกินนะสิถึงได้อ้วนเพียงนี้

“มิน่าเล่าท่านราชครูจึงรักดังดวงใจ”

ยิ้มเชิดหน้าใครจะว่าอย่างไรก็ช่างจิงเชียวคือความสุขจิงเชียวคือรอยยิ้มของบิดาเสมอ

“ลูกคนนี้ข้าหวังอยากให้นางมีความสุขตลอดไปข้าจึงตั้งใจพูดกับท่านอ๋องฟู่ให้รับนางในฐานะชายาไม่ต้องมาดูตัวหรือเลือกสรรอีกแล้วควรเป็นเชียวเอ่อร์ที่ควรได้โอกาสนี้ไป”

คนฟังยิ้มแห้งๆ เสียวสันหลังแทนอ๋องฟู่ที่ต้องถูกมัดมือชกจากคนที่เป็นที่ไว้วางใจของฮ่องเต้ที่ชี้ไม้เป็นนกชี้นกเป็นไม้ได้

“ฟู๋อ๋องฉวีช่าย มาแล้วววววววว”

ผู้คนในงานต่างเงยหน้ามองอ๋องฟู่ที่เพิ่งจะปรากฎตัวในงานแซยิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก

ในอาภรณ์สี เหลืองทองเกล้าผมครึ่งศรีษะอีกครึ่งปล่อยลงมาสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดของจิตกรเอกที่รังสรร เทพบนสรรค์ไว้บนผ้าใบ

“ฟู่อ๋องคารวะท่านราชครูฉิน และฮูหยินฉิน”

ฮูหยินจิงหราน ยิ้มดวงตาเป็นประกายชื่นชมฮ่องฟู่ที่เคยมีโอกาสพบตั้งแต่อายุสิบสามปี

“เรียกท่านลุงเหมือนเคยท่านอ๋อง ไม่ต้องเกรงใจเชิญๆ เข้าไปในงานฉินเกอเตรียมจัดโต๊ะที่ดีที่สุดสำหรับท่านอ๋องแล้ว”

คนก่อนหน้ากลืนน้ำลายลงคอยากเย็น อยากจะสะกิดบอกท่านอ๋องว่า…. หนีไป

ฟู่อ๋องพาร่างสูงสง่า ยังที่นั่งกิตติมศักดิ์ที่ถูกเชิญผู้คนล้วนซุบซิบถึงรูปโฉมที่หล่อเหลาและท่าทีองอาจทว่าแววตากลับนิ่งเฉยเย็นชาราวกับเกล็ดหิมะ

ใต้เท้าฉินกลับไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งตรงกลาง

เสียงบรรเลงกู่เจิ้ง ดังแว่วมาจากด้านใน จิงชินในอาภรณ์สีขาวถูกหย่อนลงจากด้านบนพร้อมกับ บรรเลงเพลงกู่เจิ้งในมือ

สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องใบหน้าที่งดงามราวกับเทพีสวรรค์แหงนคอตั้งบ่ามองความงามทั้งหน้าผมและอาภรณ์ที่พลิ้วไหว แต่ละคนราวกับหลุดเข้าไปยังโลกหนึ่งที่มีเพียงจิงชินและเสียงกู่เจิ้ง เวลาเหมือนผ่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์รอที่จะเห็นหน้าจิงชินให้ชัดกว่านี้

“ติง ติ่ง ติง”ทว่ายังไม่ทันที่ร่างงดงามจะลงถึงพื้นให้ได้ชื่นชมกัน

ร่างอ้วนมหึมาก็วิ่งออกมาจากม่านสีแดงทำเอาหลายคนอ้าปากค้างกับอาภรณ์สีชมพูที่เหมือนนำมาห่อไว้กับร่างอ้วนตุ๊ต๊ะนั่น อีกทั้งยังดึงสายรัดเอวจนพุงปลิ้นออกมาเป็นชั้นๆ ถึงห้าชั้นรวมทั้งหน้าอก

ใต้เท้าฉินลุกขึ้นปรบมือเมื่อจิงเชียวปรากฏกายออกมา แต่บางคนถึงกลับถอนหายใจด้วยความรู้สึกอิดหนาระอาใจ หญิงงามที่เฝ้ามองกับถูกนางมารร่างอ้วนบดบังจนมองไม่เห็น

“ลูกพ่อ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ เก่งเสียจริงฮ่าาาา”

จิงเชียวยิ้มร่า บังจิงชินจนมิดบางคนชะเง้อชะแง้มองหาจิงชินที่อยู่ด้านหลังได้ยินเพียงเสียงกู่เจิ้งและท่าร่ายรำที่แสนจะน่าเกลียดราวกับก้อนไขมันเคลื่อนตัวผ่านระลอกคลื่น

ฟู่ฉวีช่ายก้มหน้ายกจอกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวหมดจอก

เสี่ยวฝานก้มลงกระซิบดังๆ

“ท่านอ๋องบุตรีคนโตของใต้เท้าฉินตัวใหญ่ราวกับผานกู่ (ยักษ์) ”

“หุบปากเจ้าเสียเจ้าเคยเห็นผานกู่ด้วยหรือ”เสี่ยวฝานทำตัวลีบเล็ก

เสียงกู่เจิ้งพลิ้วไหวจนคนฟังเคลิบเคล้มแต่สะดุดตากับร่างตุ๊ต๊ะที่ร่ายรำตรงหน้าบางคนหลับตาเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นจิงเชียว จิงเชียวตั้งใจร่ายรำตามแบบที่นางในหอนางโลมสอนสั่ง ถึงเวลาที่เพลงกำลังจะจบจะต้องหมุนตัว พลิกร่างมหึมาวิ่งเข้าไปในฉากสีแดงด้านหลัง จิงเชียวหมุนตัวตามจังหวะทอดเสียงของกู่เจิ้ง เสียงอาภรณ์ปริขาดดังลั่น ผ้าสีชมพูที่ห่อหุ้มร่างกายอ้วนพีปริออกตามรอยตะเข็บที่ด้านข้าง ผิวเนื้อสีขาวที่ถูกรัดไว้ด้วยอาภรณ์กลับปลิ้นออกมาจากรอยตะเข็บหลายคนมองก้อนเนื้อที่ปริออกมาเบือนหน้าหนีภาพน่ารังเกียจนั่น จิงเชียวสูญเสียความมั่นใจในทันที เอาแต่พะวงกับอาภรณ์ที่ปริขาด พลันร่างอ้วนก็สะดุดชายกระโปรงตัวเอง ผู้คนตาอ้าปากค้างฟู่ฉวีช่ายทะยานขึ้นไปด้านบน คว้าร่างเล็กที่กำลังจะถูกร่างอ้วนมหึมาล้มทับไว้ในอ้อมแขน

“ตึง”

เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดจิงชิงถูกดึงออกจนพ้นรัศมีของร่างอ้วน จิงเชียวนอนหงายพุงยื่นไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้

“พี่อ๋องฟู่ช่วยข้าด้วย เปล่งเสียงแหบออกมาจากปาก"คางสามชั้นกระเพื่อมไปมา

“เจ้า”อ๋องฟู่ผลักร่างใหญ่ที่ไม่ไหวติงออก

แต่ออกแรงจนหมดรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดก็ยังไม่อาจผลักร่างของจิงเชียวออกได้

“เจ้าล้มทับน้องสาวที่บอบบางของเจ้าได้อย่างไร นางอาจถึงตายได้”

จิงเชียวยิ้มเจื่อนๆ ดิ้นกระแด่วกระแด่วลูกขึ้นไม่ไหว

ท่านฉินกับฮูหยินฉินรีบมาพยุงจิงเชียวแต่ก็ไร้ประโยชน์ในเมื่อสองแรงแก่ชราไม่อาจยกร่างหนักเกือบสองร้อยกิโลกรัมได้ไหว อี้เหลียวรีบพาบุรุษในจวนราชครูสองสามคนมาช่วยกันยกร่างอ้วนของจิงเชียว พากลับไฟยังห้อง

“คุณหนูเจ้าขาอย่าคิดมากเจ้าค่ะ”

อี้เหลียวยกของกินมาวางเรียงรายยามที่จิตใจทดท้อคุณหนูก็ยิ่งกินไม่สิยิ่งนางอารมณ์ดีนางก็ยิ่งกิน 

“คิดมากเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจจั๊บๆๆๆๆ”

เคี้ยวไปด้วยพูดไปด้วยไม่ได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากอาหารคาวหวานตรงหน้า

“คุณหนูใหญ่เจ้าขาอย่าปิดบังเลยเจ้าค่ะ นายหญิงให้ข้าน้อยนำของอร่อยมาคอยปลอบใจ เพราะนายหญิงรู้ว่าคุณหนูเสียใจที่ท่านอ๋องฟู่เอาแต่สนใจคุณหนูรอง”

“ไม่นะ ข้าไม่รู้สึกอะไรไม่ได้เสียใจด้วย ดีใจด้วยซ้ำที่พี่อ๋องฟู่เตือนข้ากลัวว่าข้าจะทำให้ จิงชินตาย”

อี้เหลียวถอนหายใจ จิงเชียวรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือนางแค่ปลอบใจตัวเอง

“แต่คุณหนูรองไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อยท่านเองก็ล้มไม่โดนนาง เป็นคุณหนูใหญ่เองที่ลุกไม่ขึ้นดิ้นกระแด๋วๆ แต่ท่านอ๋องกลับเลือกที่จะช่วยคุณหนูรอง”

อยากจะต่อคำว่าเพราะเห็นว่าฝั่งนั้นสวยกว่าแต่หยุดคำพูดไว้แค่นั้น

จิงเชียวยิ้มทั้งๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารเต็มปาก

“เขาทำถูกแล้วหากเป็นข้าก็จะช่วยจิงชินเหมือนกัน หากนางถูกข้าทับไปนางจะต้องเจ็บหนักแน่ ไม่พิการก็ตาย”

อี้เหลียวยังไม่ยอม

“ก็สมควรแล้วอาภรณ์ของคุณหนู นางตัดเย็บแบบไหนกันถึงจะปริขาดได้ให้อับอายคนอื่นเขา”

อี้เหลียวพูดในเรื่องที่สงสัยแต่หาหลักฐานไม่ได้

“เวลามีน้อยเจ้าอย่าโทษจิงชินเลยอี้เหลียว นางตัดเย็บอาภรณ์ให้ข้าทุกครั้งไม่มีปัญหาอะไรครั้งนี้อาจจะเพราะเวลาที่น้อยไป”

“คุณหนู เมื่อไหร่จะเลิกเป็นคนแบบนี้เสียที่เห็นๆ กันอยู่ว่าท่านอ๋องตั้งใจเอาใจคุณหนูรองเห็นว่านางสวยกว่า ไม่ชายตามองท่านสักนิด”

“แต่เขาก็ช่วยดันข้าให้ลุกขึ้นนะ พี่อ๋องฟู่ก็ดีกับข้าเหมือนกัน อย่าว่าเขาเลยใครเห็นจิงชินก็ต้องชอบนาง”

อี้เหลียวทรุดกายลงบนเก้าอี้ โลกสดใสของจิงเชียวไม่มีใครทำลายลงได้จริงๆ เขาผลักนางยังมองในเแง่ดีว่าเขาช่วยดันให้ลุกขึ้น

ชีวิตของจิงเชียวจึงไม่มีคำว่าแค้นเคืองหรือโกรธใครสักคน นางจึงยังยิ้มและกินอย่างมีความสุข จะว่าไปแบบนี้ก็ดีแต่อี้เหลียวอยากจะให้คุณหนูของนางระแวดระวังให้มากกว่านี้กลัวใครจะอาศัยช่องนี้ของนางทำร้ายจิงเชียวจนเกินไป

“ท่านพี่ไม่ควรให้ลูกแต่งกับท่านอ๋องฟู่ฉวีช่าย”

“เพราะเหตุใดกันเล่าฮูหยิน ฟู่ฉวีช่ายองอาจหล่อเหลาแล้วยัง รู้จักมักคุ้นกับจิงเชียวของเรามาแต่ไหนแต่ไร”

“ท่านพี่ท่านไม่เห็นหรือว่าเขา มองแค่รูปลักษณ์ภายนอกมองจิงเชียวแค่หญิงอ้วนน่าเกลียดก็เท่านั้น”

“จิงเชียวของข้าน่ารังเกียจตรงไหนวันๆ นางก็ไม่เคยให้ร้ายใคร อีกทั้งยังมองผู้คนในแง่ดีเสมอ หากใครแต่งกับนางล้วนแต่โชคดี ถึงจะมีเมียอีกนับสิบนางก็คงไม่เที่ยวไปเกะกะระรานเมียอื่นของสามีแน่”

“ท่านพี่ท่านพูดแบบนี้กระทบถึงข้าหรือไม่”

“ฮูหยิน…ฮูหยินของข้าเองก็ไม่เคยระรานใคร มีแต่ข้าที่เผลอพลาดไปทำให้จิงชินเกิดมาฮูหยินของข้ายังใจดีรับจิงชินมาเลี้ยงดูราวกับลูกในไส้”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องฟู๋หากจิงเชียวของเราเหมาะที่จะเป็นภรรยาก็ควรจะเป็นภรรยาของใครก็ได้มิใช่หรือ”

“ข้าก็แค่หวังว่าอ๋องฟู่จะไม่รังเกียจนางและคิดถึงอดีตที่เคยวิ่งเล่นกับจิงเชียวมาก่อน และนั่นจะทำให้จิงเชียวหันมาใส่ใจตัวเอง กินให้น้อยลงก็เท่านั้น”

“หากท่านอ๋องฟู่ไม่แต่งจิงเชียวของเราเล่าท่านจะทำอย่างไร”

“กล้าพูดว่าไม่แต่งหรือ ดี ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทวันนี้ ให้มีราชโองการให้อ๋องฟู่ฉวีช่ายแต่งกับ จิงเชียวอย่างไม่มีข้อแม้”

จิงชินที่ยกชายามบ่ายมาให้ท่านราชครูกับฮูหยินจิงหรานยิ้มบางๆ ก้าวเดินเข้าไปในห้องที่ทั้งคู่กำลังหารือกัน

“ท่านพ่อ ท่านแม่”

จิงหรานหันไปยิ้มกับจิงชิน

“ข้ายกชากับขนมก้อนอาหารว่างยามบ่ายมาให้ท่านทั้งสอง และมากล่าวคำขอโทษที่ทำให้พี่สาวจิงเชียวอับอายด้วยอาภรณ์ที่ข้าตัดเย็บ”

“ลุกขึ้น จะคุกเข่าทำไมกันเรื่องเล็กน้อยแค่นี้”

ใต้เท้าฉินตำหนิเบาๆ

จิงหรานเดินเข้าไปกุมมือจิงชินที่นั่งคุกเข่าสำนึกผิดกับพื้น สบตาอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของนางอีกทั้งใบหน้างดงามยามเศร้าสร้อยยิ่งน่าสงสารยิ่งนัก

“เรา…ข้ากับพ่อของเจ้าไม่ได้โกรธอะไรเจ้าเสียหน่อย เจ้าทำดีแล้วบรรเลงเพลงกู่เจิ้งยอมให้จิงเชียวออกไปร่ายรำต่อหน้าผู้คนแทนที่จะเป็นเจ้าได้แสดงความสามารถแล้วเผยความงดงามเพียงลำพัง แต่เจ้ากลับยอมทำตามที่ข้าขอก็ดีแค่ไหนแล้ว”

จิงชินยังก้มหน้าสำนึกผิด

“แต่พี่สาวก็อายคนทั้งงาน ที่อาภรณ์นางปริขาดแล้วยังล้มลงกับพื้น”

“อย่ากังวลไปจิงชิน ข้าดุเจ้าหรือท่านพ่อเจ้าดุเจ้าหรือ เราสองคนไม่เคยดุด่าแล้วอีกอย่างท่านพ่อของเจ้ายังตั้งใจทาบทามรองแม่ทัพจื้อกู่เพื่อเจ้า ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นลูกสาวคนหนึ่งที่อ่อนหวานน่าเอ็นดูอีกทั้งตั้งแต่เจ้ามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยสร้างปัญหานางก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก มานั่งนี่ดื่มชากับของว่างกับข้ากับพ่อเจ้าดีกว่า ข้าหวังว่าต่อไปแค่เจ้าดีกับจิงเชียวเหมือนในตอนนี้ก็พอแล้ว จิงเชียวนางต่างจากเจ้าที่นางหวังแค่กินอิ่มนอนหลับก็มีความสุขแล้วต่อไปเจ้าก็แค่คอยส่งเสริมนางเคียงข้างนางเหมือนในตอนนี้”

จิงชินยอมลุกขึ้นแต่โดยดี

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง โฉมงามของอ๋องอสูร
8.9
หลังจบชีวิตด้วยโรคร้าย วิญญาณของเธอกลับตื่นขึ้นในร่างองค์หญิงผู้ต้องกลายเป็นพระชายาของชินอ๋องโหย่วเฉาบุรุษผู้ถูกขนานนามว่านักรบปีศาจแห่งต้าถัง แม้เขาจะขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและมีอนาคอนดายักษ์เป็นอาวุธคู่กายที่น่าเกรงขาม ทั้งยังเคยปิดตายเรื่องความรักไปแล้ว ทว่าความดื้อเงียบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีอ่อนแอของพระชายาคนใหม่กลับสั่นคลอนหัวใจท่านอ๋องผู้เอาแต่ใจให้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในนิยายรักแฟนตาซีสุดฟินเรื่องนี้
ภาพปกนิยายเรื่อง เสน่ห์รักข้ามศตวรรษ
8.1
วัสสิกาเดินทางสู่ประเทศอินเดียและข้ามภพไปพบเจ้าชายในอดีตเพื่อช่วยเหลือเขาในการครองบัลลังก์ ก่อเกิดเป็นความผูกพันลึกซึ้งที่ก้าวข้ามกาลเวลา แม้รักในอดีตจะยากเป็นจริง แต่โชคชะตาก็นำพาเธอมาพบกับทายาทผู้สืบเชื้อสายจากเขาในโลกปัจจุบัน ท่ามกลางความขัดแย้งกับเจ้าชายจอมยโสผู้ทำลายความตั้งใจของเธออย่างไร้เยื่อใย วัสสิกาต้องเผชิญกับบทพิสูจน์หัวใจที่แสนซาบซึ้งและสนุกสนาน เพื่อตามหาบทสรุปของความรักที่มั่นคงดั่งศิลาและไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา
ภาพปกนิยายเรื่อง เมื่อฉันหลุดหลงเข้าไปปลูกผักอิหยังวะ
9.5
เมื่อสาวร่างท้วมผู้เกลียดการกินผักเป็นชีวิตจิตใจกลับต้องเผชิญกับบทลงโทษจากสวรรค์อย่างไม่คาดฝัน เธอถูกส่งย้อนเวลากลับไปยังอดีตเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเกษตรกรที่ต้องคลุกคลีอยู่กับแปลงผักที่เธอเคยเบือนหน้าหนี การเดินทางครั้งนี้คือการดัดนิสัยสุดป่วนที่บีบบังคับให้เธอต้องเรียนรู้วิธีเพาะปลูกและเอาชีวิตรอดในโลกใบใหม่ ท่ามกลางความวุ่นวายและเหตุการณ์สุดแปลกประหลาดที่ทำให้เธอต้องอุทานว่าอิหยังวะออกมาไม่หยุดหย่อนในทุกย่างก้าว
ภาพปกนิยายเรื่อง สมบัติแห่งขุนเขา
9.2
เนี่ยหลิงสิ้นใจลงอย่างปริศนาและตื่นขึ้นมาอีกครั้งในดินแดนแห่งผู้ฝึกตนโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ท่ามกลางโลกแห่งพลังลมปราณพร้อมกับพรลึกลับสองประการที่ได้รับมาแบบไม่ทันตั้งตัว นอกเหนือจากความสามารถใหม่ เขายังมีธนูคู่ใจพร้อมลูกศรครบชุดและแหวนมิติสำหรับเก็บสิ่งของติดตัวไปด้วย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เขาก็จำใจต้องก้าวต่อไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยนี้ด้วยความหวังว่าโชคชะตาครั้งใหม่จะนำพาชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ภาพปกนิยายเรื่อง เสี้ยวอสูร
7.8
เมื่อเหล่าแม่ทัพสวรรค์ต้องโทษถูกเนรเทศสู่โลกมนุษย์ ร่างเทพกลับถูกเพลิงเผาผลาญจนกลายเป็นเทพอสูรกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ที่น่าเกรงขาม ซิ่นเฉิง นักรบหนุ่มผู้รักศักดิ์ศรีโกรธแค้นอย่างมากเมื่อรู้ว่าน้องสาวฝาแฝดถูกบิดาขายให้เป็นภรรยาของเทียนอี้ แม่ทัพอสูรผู้ยิ่งใหญ่เพื่อแลกกับน้ำ เขาจึงบุกไปช่วยเธอถึงจวน แต่กลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าศัตรูคือมนุษย์หมาป่า พร้อมข้อเสนอสุดบีบคั้นที่เขาต้องเลือกว่าจะยอมสละน้องสาว หรือจะยอมเป็นฮูหยินของเทพอสูรตนนี้เสียเอง
ภาพปกนิยายเรื่อง ข้ามมิติมาสอนอัลฟ่าร้องเพลง (Knotted Omega) (Omegaverse) (Mpreg)
8.7
เมื่อฮันเตอร์ ทายาทราชาหมาป่าหิมะแห่งเผ่าอาร์กติกมีเวลาเหลือเพียงห้าปีในการสร้างทายาทเพื่อรักษาอำนาจในเมืองไลแคนโทรป เขาจึงจ้างปริ๊น มนุษย์โลกข้ามมิติมาสอนร้องเพลงเพราะความหลงใหลในเสียงดนตรี ทว่าความสัมพันธ์นี้กลับสั่นคลอนตำแหน่งผู้นำ เมื่อปริ๊นไม่สามารถให้กำเนิดบุตรตามกฎเกณฑ์ได้ ขณะที่ศัตรูต่างเผ่ากำลังจ้องทำลาย ท่ามกลางความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสัญชาตญาณดิบและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ที่กำลังจะสิ้นสุดลง