APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง ข้าอยู่ในสุสานบรรพชน

ข้าอยู่ในสุสานบรรพชน

รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

ระหว่างหาสามีใหม่กับหารายได้เลี้ยงปากท้องอันไหนสำคัญกว่า หลิวชิงกำลังประเมินความสามารถของร่างนี้ มือน้อยก็ลูบท้องไปมา สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำให้นางไม่อาจทำอะไรได้มากมายนัก อย่างแรกนางต้องการจะใช้พื้นที่ตรงหน้าให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าจะใช้มือตัวเองขุดพลิกดิน คิดว่าสิบชาติก็คงไม่เสร็จ ดีไม่ดีนางอาจจะไม่ได้คลอดลูกคนนี้

จังหวะที่คิดหาวิธีก็ทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวของเด็กเลี้ยงแกะที่หลอกให้ชาวบ้านมาช่วยตน แต่ใช่ว่านางจะไร้มโนธรรมขนาดนั้น หากว่าทำเหมือนจริงแต่ไม่จริงล่ะ

คิดแล้วก็ต้องหาเหยื่อล่อก่อน เงยหน้าคิดหาตัวช่วย จินเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขาเหมือนกับตัวช่วยในละครที่มักปรากฏตัวเมื่อนางเอกของเรื่องต้องการ

ชีวิตนางเอกบัดซบน่ะสิ นางควรไปเกิดเป็นคุณหนูสวย ๆ ไม่ใช่มาลำบากเลี้ยงลูกสองคนแบบนี้

“ข้านำอาหารมาให้พวกเจ้าสองคน”

หลิวชิงขอบคุณเขา จากนั้นก็เชิญเขานั่ง “อาเฟิง เจ้ามีงานอะไรให้ข้าทำแลกเงินได้บ้าง”

คิ้วของจินเฟิงขมวดเข้าหากัน “เจ้ามิต้องทำอันใด ข้าจักเลี้ยงดูเจ้าเอง”

นางไม่ได้อยากหาคนเลี้ยงดูเสียหน่อย แต่อยากจะเลี้ยงดูตัวเอง

“อีกอย่างเจ้ากำลังตั้งครรภ์”

ก็แค่ตั้งครรภ์ ไม่ได้พิการเสียหน่อยทำไมจะทำงานไม่ได้ อย่างไรนางก็ต้องเอาเงินก้อนแรกมาลงทุนสิ่งที่อยากจะได้ก่อน

“เจ้าก็ทราบว่าข้าไม่ยอมอยู่นิ่งงอมืองอเท้า”

จินเฟิงนิ่งเมื่อได้ยินประโยคนั้น สีหน้าแบบนั้นยิ่งทำให้หลิวชิงคิดว่าตัวเองเผลอแสดงพิรุธอะไรไปหรือเปล่าเลยทำให้อีกฝ่ายจับได้ หรือว่าที่จริงหลิวชิงเป็นคนเกียจคร้านชอบให้คนอื่นคอยดูแล ไม่ได้การละ นางต้องหาทางแก้ตัว

“เจ้าเป็นเช่นนี้เสมอจริง ๆ ถ้าเช่นนั้นตอนนี้คงมีแค่งานนำสมุนไพรมาแปรรูปและตากแห้ง”

คำว่าสมุนไพรปรากฏขึ้นในมโนภาพของหลิวชิง หากให้นับสมุนไพรที่มีมูลค่ามากที่สุดก็คือ โสม เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า เหล่านี้ล้วนเป็นสมุนไพรที่หายาก และนางก็ไม่มีปัญญาจะปลูกด้วย

ในทางตรงกันข้ามนางกำลังคิดถึงสมุนไพรที่ราคาพอเหมาะแต่ก็ต้องอาศัยการดูแลอย่างดี หากได้นำมาบดทำเป็นยาเม็ดให้กินง่ายเหมือนยาสมัยใหม่ก็คงดี

แต่คนที่ไม่มีความรู้เรื่องยาเลยคงต้องศึกษากับท่านหมอหลุนก่อน และระหว่างศึกษานางก็ต้องจัดเตรียมผืนไร่ตรงหน้าให้เป็นเงินก่อนอันดับที่สอง

“เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใดบอกมาได้เลย”

จินเฟิงเลือกงานง่าย ๆ ให้นางทำ ก็คือการคัดแยกสมุนไพรเพื่อตากแห้ง ก่อนจะนำไปบดเป็นผง สอนและแนะนางทุกอย่าง หลิวชิงพยายามจดรายละเอียดลงในกระดาษด้วยภาษาของนางเอก

“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้าเขียนหนังสือเป็น” เพราะนางเป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดา การศึกษาจึงไม่มี อีกทั้งครอบครัวก็ล้มตายจากไปหมดเหลือเพียงนางคนเดียว ที่นางได้ยินจากบ่าวรับใช้พูดกัน เห็นว่าก่อนตายนางมีผืนดินอยู่ผืนหนึ่งที่เป็นที่ต้องการของจางฮูหยิน และเพราะผืนดินแห่งนี้อีกฝ่ายจึงยอมให้บุตรชายแต่งนางเข้าสกุล

แต่งเข้าไปก็เหมือนซื้อบ่าวมารับใช้ ชีวิตของหลิวชิงไม่ได้ดีไปกว่าบ่าวในเรือน โชคดีที่มีสามีคอยดูแลให้กินดีอยู่ดีในบางคราว จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อนอีกฝ่ายถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อไปรบ ทำให้นางต้องถูกรังแกจนป่วยล้มตาย

ตายไปแล้ววิญญาณหลิวชิงหลุดพ้นไปเกิดใหม่ในที่ที่มีความสุข และสวรรค์ก็ส่งนางมาทรมานแทน ดูเหมือนสวรรค์จะรักนางมากจริง ๆ

หลิวชิงหยิบดอกเก๊กฮวยขึ้นมาดู “ดอกเก๊กฮวย เก๊กฮวยมีรสหวานอมขม ฤทธิ์เย็น ไม่มีพิษ เป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณ ตับ และปอด ช่วยขับความร้อน และดับพิษ ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยขับลม แก้ร้อนใน บำรุงสายตาและตับ ป้องกันโรคของหลอดเลือด โรคหัวใจ ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น มีผลดีต่อผู้ที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ทำให้จิตใจสงบ”

สรรพคุณล้านแปดจริง ๆ และเป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปและราคาถูก นางจึงตัดดอกเก๊กฮวยออกจากรายการพืชที่จะปลูกออกไป

จินเฟิงมองเห็นความสนใจของอีกฝ่ายก็ค่อนข้างแปลกใจ สายตานั้นสะดุดกับเกสรดอกไม้ที่ติดอยู่บนผมนาง จึงเดินเข้าไปหาคนที่กำลังสนใจจดชื่อสมุนไพร เมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นก็เงยหน้าขึ้นมอง มองเขาที่เดินเข้าใกล้หัวใจนางก็สั่นไหวโดยไม่รู้ตัว ยิ่งใบหน้านั้นใกล้มากขึ้นเท่าไร นางก็รีบปิดตาลง สุดท้ายก็เจอแต่เพียงความเงียบ เมื่อลืมตาก็พบว่าเขากำลังถือเกสรดอกไม้ในมือ

ด้วยความเขินนางก็รีบถอยห่าง ความหิวคงทำให้นางเสียสติไปแล้วจริง ๆ คิดว่าอีกฝ่ายจะจูบ จึงรีบหันหลังให้ “ข้าจะไปดูชิงลี่หน่อยว่าทำอะไรอยู่ถึงได้เงียบไป”

ปล่อยให้คนเก็บเกสรดอกไม้อมยิ้ม จากนั้นก็มองเกสรในมือ เกสรที่เบาบางถูกกระแสลมพัดลอยจากมือไป เขาจะคว้ากลับมาก็คว้าไม่ทันเสียแล้ว

“ครั้งนี้ข้าจะทำสำเร็จหรือไม่ชิงชิง”

เขาพลาดมาแล้วหนึ่งครั้งที่ปล่อยนางไป หากสวรรค์ให้โอกาสเขาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมเสียนางไปแน่นอน

เสียงแตรกลองและขบวนแห่ดังไปทั่วเมืองหลวง ด้านหน้าขบวนนั้นมีบุรุษชุดเกราะขี่ม้าเข้าเมืองมุ่งหน้าไปยังวังหลวงเพื่อกล่าวรายงานการรบพร้อมกับทหารที่เหลือชุดสุดท้าย

ท่านหมอหลุนที่เข้าเมืองเพื่อนำสมุนไพรมาขายให้ร้านขายยา ก็ถูกเบียดจนกระเด็น เมื่อเขาพยายามมองหน้าคนบนม้าก็เห็นเพียงแค่แผ่นหลังเท่านั้นเอง

เสียงชาวบ้านแถวนั้นพูดกระซิบ “ได้ยินว่าเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่เพราะนำทัพฆ่าตัดหัวแม่ทัพอีกฝ่ายได้สำเร็จ ฝ่าบาทก็พระราชทานเป็นอ๋อง แถมยังพระราชทานสมรสองค์หญิงให้อีก เขาโชคดีจริง ๆ”

จากชาวบ้านธรรมดากลายเป็นอ๋องแถมยังได้แต่งงานกับองค์หญิงดูแล้วจะโชคดีจริง ๆ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ท่านหมอหลุนจึงพยายามแทรกผู้คนที่กำลังมุงดูเพื่อกลับขึ้นเขาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกจากฟ้าแล้วความมืดเข้ามาแทนที่

เมื่อขึ้นเขาไปแล้วก็พบว่ากระท่อมตนมืดสนิท จึงรีบจุดไฟก่อนจะมองหาบุตรชายตน ก่อนจะนึกได้ว่าคงไปขลุกอยู่ที่สุสานบรรพชนสกุลหวงเป็นแน่

นึกถึงบุตรชายคนนี้ก็ยิ่งถอนใจ จิตใจมั่นคงในรักและอาภัพเหมือนกับเขาไม่มีผิด เช่นนี้แล้วหากแม่นางหลิวชิงถูกสกุลหวงรังแก ก็ควรหาทางให้นางหย่าก่อนที่เรื่องฉาวจะปรากฏขึ้นมา

อย่างไรเขาก็ไม่อยากให้บุตรชายได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษปีนกำแพงเพื่อเด็ดดอกงิ้ว

สายลมพัดเข้ามาแล้ว หลิวชิงเห็นว่าดึกแล้วจึงอยากเชิญแขกกลับ แต่แขกกลับสนุกกับการสอนเด็กน้อยเรื่องสมุนไพร บุรุษผู้นี้เคยเป็นคู่หมั้นกับร่างนี้มาก่อน คิดว่าอีกฝ่ายคงชอบเขาตรงนี้

อบอุ่น พึ่งพาได้ และมีน้ำใจ หากเปรียบก็คงเหมือนกับสายลมอุ่นในยามพระอาทิตย์ขึ้น แตกต่างจากสกุลหวงที่เป็นพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันที่พร้อมจะเผานางให้ไหม้เป็นจุณ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นางมีสามีไม่ได้ความ!! พูดไปก็ขอสาปแช่งอีกสักสองสามประโยค

“หากท่านกินข้าวอยู่ขอให้ข้าวติดคอ”

แคก แคก แคก ซือหยางไอออกมาชุดใหญ่ ก่อนที่จะรีบยกน้ำชาขึ้นดื่ม จากนั้นก็เงยหน้ามองพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยความเกรงใจ แต่ดูเหมือนฮ่องเต้จะมองผ่านสิ่งนั้นไปสิ้นเพราะความดีที่เขาทำมา

สืบเนื่องจากที่เขาไปรบช่วงจังหวะที่ใกล้แพ้เขาก็รีบกลับมาเพื่อนำข่าวมาให้ฮ่องเต้ให้ส่งกำลังทหารออกไปช่วยแม่ทัพที่นอกเมือง เนื่องจากทหารส่งข่าวถูกอำมาตย์หวังกีดกันจนตายไม่เหลือ

พอนำทัพกลับออกไป แม่ทัพก็อยู่ในอันตรายจนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต ซือหยางที่อยู่ระหว่างความเป็นความตายก็ฝ่าทหารที่ล้อมตัวเองไปตัดหัวแม่ทัพอีกฝ่ายได้สำเร็จ

เขากลับมาพร้อมกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ พระราชทานเป็นอ๋อง นามว่า “หวางอ๋องซือหยาง” และพระราชทานสมรสให้กับองค์หญิงชุนเหริน พระธิดาองค์เล็กที่รักมากที่สุด

เพราะว่าเป็นคำสั่งของฝ่าบาทเขาจึงไม่อาจปฏิเสธสมรสพระราชทานได้ ซือหยางเงยหน้ามองไปยังฝั่งตรงข้ามองค์หญิงชุนเหริน ที่กำลังแย้มยิ้มให้ ใบหน้านั้นงดงามราวภาพวาด

เขาจึงทำได้เพียงยิ้มตอบก่อนจะก้มลงดื่มชาเพื่อแก้อาการสำลักที่เริ่มหนักกว่าเดิม ในใจก็คิดเพียงแค่อยากให้งานเลี้ยงต้อนรับจบโดยเร็วเพื่อที่จะได้กลับไปหาเมียและลูกที่สกุลหวง

อีกอย่าง เรื่องนี้ไม่แน่ใจว่านางรู้หรือยัง

“ท่านแม่” เสียงชิงลี่เรียกผู้เป็นแม่ หลิวชิงที่ปิดหน้าต่างก็หันมอง จากนั้นก็เดินขึ้นเตียงซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกับบุตรสาว เด็กน้อยรีบซุกเข้าอกมารดา

“ท่านพ่อจะคิดถึงเราหรือเปล่า”

ไม่รู้ไปตายที่ไหนแล้ว หรือถ้ามีชีวิตอยู่ก็คงไม่ปล่อยให้พวกเราลำบากแบบนี้ คิดแล้วนอกจากแช่งให้สำลักข้าวตายแล้ว ขอให้เขาตกม้าตายไปด้วยเลยแล้วกัน

“แม่เชื่อว่าพ่อจะต้องคิดถึงลูกแน่นอน” นางไม่พูดถึงตัวเองเพราะนางไม่ใช่หลิวชิงตัวจริง และหากเผชิญหน้ากันนางก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก การที่อีกฝ่ายหายไปสำหรับนางแล้วเป็นเรื่องดี

“แล้วพวกเราจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไร”

“ที่นี่ก็ไม่เลว สงบและอุดมสมบูรณ์” นางจะพลิกฟื้นผืนป่าตรงนี้ให้กลายเป็นเงินทองให้จงได้

หลิวชิงปลอบบุตรสาวจนหลับไปแล้ว นางก็ลุกจากเตียงขยับ ผ้าห่มห่มให้ลูกสาวก่อนจะเปิดประตูออกไป จากนั้นก็เดินไปยังทุ่งหญ้าที่ไร้ประโยชน์ ก้มลงมองถุงเบี้ยในมือ ถึงเวลาวางเมล็ดพันธุ์แล้ว

รุ่งเช้าวันถัดมานางก็ลงจากภูเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงพร้อมกับท่านหมอหลุนและจินเฟิง โชคดีที่มีรถม้าเลยทำให้การเดินทางไม่ลำบากมาก

หลิวชิงเปิดผ้าม่านมองผู้คนที่เดินไปมา ถ้าให้นับก็ถือเป็นครั้งแรกที่นางเห็นภาพด้านนอกจวนสกุลหวง ผู้คนที่จับจ่ายเดินไปมา พ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกลูกค้าเสียงดัง เป็นภาพแปลกตาที่ไม่คุ้นชินเลยทำให้หลิวชิงสนใจเป็นพิเศษ

“เมื่อก่อนพวกเรามาเที่ยวเล่นอยู่บ่อย ๆ เจ้าเองก็ชอบมาก กว่าจะกลับก็มืดค่ำ หลายปีแล้วที่พวกเราไม่ได้เที่ยวเล่นแบบนี้”

หลิวชิงหันมองเขาแล้วยิ้มบางให้เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต จากนั้นก็ปิดผ้าม่านลงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยหรือแสดงพฤติกรรมที่แปลกไปอีก

ผ้าม่านรถม้าท่านหมอหลุนปิดลง ก็เป็นจังหวะที่รถม้าอีกคันสวนกันมา ในรถม้านั้นองค์หญิงชุนเหรินกำลังเปิดผ้าม่านเพื่อมองผู้คนแล้วชวนหวางอ๋องซือหยางพูดคุยอย่างสนใจ

ซือหยางทำได้เพียงแค่ถามคำตอบคำ ในใจก็หวังเพียงแค่ให้ถึงสกุลหวงโดยเร็ว เพราะอยากพบหน้าเมียแล้วตอนนี้

เมื่อรถม้ามาถึงจวนสกุลหวง เสียงประทัดก็ดังขึ้น เขาออกจากรถม้าก็มองเห็นผ้าสีแดงมงคลและโคมไฟประดับทั่วเรือน คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเป็นมารดาของเขา

เมื่อลงจากรถม้าก็รีบคำนับ “ท่านแม่” ซือหยางเงยหน้ามองโดยรอบกำลังจะเอ่ยปากถามถึงหลิวชิง จางฮูหยินก็รีบเอ่ยขัด

“เชิญองค์หญิงเข้าไปด้านในเถอะเพคะ”

“ท่านแม่อย่าได้เกรงใจเลย ข้าก็ถือเป็นสะใภ้ท่าน ย่อมเคารพ แม่สามีเช่นกัน” องค์หญิงชุนเหรินยิ้มแย้มนอบน้อมยิ่งทำให้จางฮูหยิน พอใจ ตอนแรกนางคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นองค์หญิงเอาแต่ใจ ในเมื่อเห็นว่าเป็นลูกสะใภ้ที่ว่านอนสอนง่ายก็ยิ่งพอใจเป็นที่สุดจึงรีบเอาอกเอาใจ เชิญเข้าด้านในเพื่อต้อนรับอย่างดี

ซือหยางกำลังจะเดินเข้าห้องโถงใหญ่ สายตาเขาหันมองโดยรอบก็ไม่เห็นหลิวชิงคิ้วก็ยิ่งขมวดกว่าเดิม ดูเหมือนจางฮูหยินจะรู้ว่าลูกชายกำลังมองหาอะไร

นางจึงรีบเดินเข้ามาใกล้ จากนั้นก็พูด

“ห้ามเจ้าพูดถึงนางเด็ดขาด สตรีไร้ยางอายเช่นนั้นไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินสกุลหวง”

“ท่านแม่หมายความว่ายังไง”

“นางหนีตามชู้ไปแล้ว”

“...” ซือหยางได้แต่ตะลึงกับคำพูดของมารดา อยากจะสอบถามต่อแต่องค์หญิงชุนเหรินก็เรียกเขาเสียก่อน สายตาเข้มของมารดาบอกให้เขารีบไปเอาใจอีกฝ่ายก่อน

แม้จะอยู่ใกล้องค์หญิงชุนเหรินแต่ตอนนี้หัวใจของเขาแทบจะ ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาไม่เชื่อว่าหลิวชิงจะทรยศหัวใจและหนีตามชู้ไปตามที่มารดาตนพูดแน่นอน

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง พายุรักทรายสีเลือด
8.7
ท่ามกลางผืนทรายที่นองไปด้วยเลือดและการล้างแค้น เมื่อหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจถูกพรากไป ความเจ็บปวดจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการไล่ล่าครั้งใหญ่ พบกับการเผชิญหน้าของสองชายหนุ่มต่างเชื้อชาติ ระหว่างชีคหนุ่มผู้สูงศักดิ์แห่งราสอัลไคมาห์และชายหนุ่มสายเลือดไทยผู้เด็ดเดี่ยว ทั้งคู่ต้องบุกตะลุยทะเลทรายที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อตามหาคนรักและพิฆาตเหล่าคนชั่ว บทสรุปของความรักบนรอยแค้นท่ามกลางสมรภูมิเม็ดทรายที่มีทั้งหยดเลือดและน้ำตาจะลงเอยอย่างไร
ภาพปกนิยายเรื่อง วิญญาณพาวุ่น
8.6
เจียอีคือหญิงสาวชาวไร่ผู้โด่งดังในโลกโซเชียลจากการนำเสนอวิถีชีวิตชนบทที่แสนสงบผ่านการทำเกษตรและปรุงอาหารพื้นบ้านจนมีผู้ติดตามนับล้าน ทว่าโชคชะตากลับพลิกผันเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุพลัดตกเขาขณะกำลังถ่ายทำคอนเทนต์หาของป่าในพื้นที่ห่างไกล เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ดวงวิญญาณของเธอหลุดลอยข้ามมิติย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโบราณอย่างไม่คาดฝัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ในดินแดนที่เธอไม่คุ้นเคยพร้อมกับความวุ่นวายที่กำลังจะตามมา
ภาพปกนิยายเรื่อง ชายาอสรพิษ
9.1
หลี่หลิงเฟิ่ง ยอดอัจฉริยะจากองค์กรฝึกสายลับลับของจีนต้องจบชีวิตลงอย่างปริศนาขณะทำภารกิจสุดท้าย ทว่าวิญญาณของเธอกลับข้ามมิติมาสวมร่างคุณหนูห้าบุตรสาวอนุภรรยาผู้ต่ำต้อยในจวนเจ้าเมือง ท่ามกลางสายตาดูแคลนจากผู้คนที่ตราหน้าว่าเธอเป็นเพียง 'ตัวไร้ค่า' แห่งยุคสมัย เมื่อได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย อดีตสายลับมือหนึ่งจึงตัดสินใจทิ้งความอ่อนแอไว้เบื้องหลัง เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคนอย่างเธอจะไม่ยอมถูกกดขี่หรือเป็นขยะให้ใครรังแกได้อีกต่อไป
ภาพปกนิยายเรื่อง ตัวประกอบเช่นข้าขอเขียนบทใหม่
8.1
เมื่อวิญญาณสาวหลุดเข้าไปอยู่ในร่างของกู้ลี่ถิง ตัวประกอบจืดจางที่มีบทเพียงฉากเดียวในโลกนิยายแทนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา เธอกลับเลือกใช้ความรู้จากอนาคตที่กุมเอาไว้ในมือเพื่อเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตข้าวยากหมากแพงหรืออุปสรรคใดๆ เธอก็พร้อมจะเผชิญหน้าและลงมือขีดเขียนโชคชะตาของตนเองขึ้นมาใหม่ในดินแดนแฟนตาซีแห่งนี้ โดยไม่สนบทบาทเดิมที่นักเขียนเคยกำหนดไว้แม้แต่น้อย
ภาพปกนิยายเรื่อง ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยในหมู่บ้านหนานชุน
9.4
ลู่จื้อ หญิงสาวผู้กุมอำนาจเหนืออาณาจักรคาสิโนยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน ตัดสินใจละทิ้งวงการธุรกิจสีเทาที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อบุญธรรมผู้ล่วงลับ เธอหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการส่งมอบอำนาจทั้งหมดคืนให้แก่เครือญาติของเขา ทว่าความใจกว้างของเธอกลับถูกตอบแทนด้วยการทรยศหักหลัง เมื่อเหล่าญาติที่โลภโมโทสันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทรัพย์สิน แต่ยังวางแผนกำจัดเธอให้สิ้นซากเพื่อดับไฟแค้นและปิดปากเธอไปตลอดกาล
ภาพปกนิยายเรื่อง พระจันทร์หวาม..รักข้ามมิติ
9.7
อินทุภาหญิงสาวผู้เชี่ยวชาญอัญมณีพบว่าตนคือร่างสถิตขององค์หญิงแห่งดาวเจดเจไดต์ที่ดวงจิตแตกสลายหลังการโจมตีของราชาดาวนิลเมื่อหลายร้อยปีก่อน เธอต้องเร่งรวบรวมเศษเสี้ยวดวงจิตที่กระจายในมิติคู่ขนานกลับมาให้ครบเพื่อสืบทอดบัลลังก์และบรรลุความเป็นอมตะ ทว่าราชาดาวนิลที่แฝงกายในร่างมนุษย์เพื่อสูบฉีดพลังชีวิตก็กำลังตื่นขึ้นเพื่อชิงหัวใจและอำนาจของเธอ หากภารกิจรวบรวมดวงจิตล้มเหลว ไม่เพียงแต่ตัวเธอจะสูญสลาย แต่จักรวรรดิทั้งหมดจะตกอยู่ใต้อำนาจมืดตลอดกาล